เนื่องจากปัจจุบันนี้ มีหลายๆ ท่าน ได้ให้ความสนใจในระบบ Cloud Computing กันมาก และได้มีหลายๆ ท่าน ได้ถามถึงความหมายของคำๆ นี้ ว่ามันหมายถึงอะไร ใช่ “เมฆนักคำนวณ” หรือเปล่า วันนี้ก็เลยขอมาขยายความกันให้เข้าใจง่ายๆ นะครับ
คำว่า Cloud ที่แปลว่าเมฆ จาก “Cloud Computing” เนี่ยก็มีความหมายคล้ายๆ เหมือนกับว่าการนำเอา
application ต่างๆ ที่เราเคยใช้ในคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ได้เซฟอยู่ในคอมพิวเตอร์เราแล้ว แต่ว่าเมื่อเราต้องการใช้งาน application นั้นๆ เราก็ไปดึงมาจากก้อนเมฆ จากอากาศ เอามาใช้เมื่อไหร่ หรือที่ไหนก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือจากอินเตอร์เน็ต หรืออินทราเน็ตภายในองค์การนั่นเอง
คือเดี๋ยวนี้ Operating
System ของคอมพิวเตอร์ มีความจำเป็นน้อยลงครับ เนื่องจากตอนนี้ผู้ใช้คอมทั้งหลายสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายได้ และแพร่หลายมากขึ้น มีแนวโน้มใหม่เกิดขึ้นคือคนเริ่มทำงานใน Cloud
หรือบนอินเตอร์เน็ต กันมากขึ้น โปรแกรมต่าง ๆ เช่น Word
Processing ก็เรียกมาจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บบราวเซอร์ได้เลย จะเซฟงานก็เซฟเอาไว้ใน Server
ผู้ให้บริการนั่นแหละ
ตอนที่ผมเรียนอยู่เขียนทีสิสบน Google
Doc (คล้ายๆ MS office) ซึ่งเป็น application บนอินเตอร์เน็ต สมมติทำงานที่บ้านเสร็จก็เซฟเก็บไว้ ไปที่คณะก็ไม่ต้องเอาคอมไป คอมที่คณะเครื่องไหนที่เข้าเน็ตได้ก็ sign
in เข้า Google Doc เขียนต่อจากที่เขียนไว้ที่บ้านแล้ว คือขอเพียงแค่มีคอมที่เข้าเน็ตได้ก็พอ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่า Harddisk
จะเจ๊ง หรือว่าลืมงานไว้ที่บ้าน ส่งให้ใครไปอ่านก็ง่ายผ่านทางอีเมล์ เท่านั้นเอง
แล้วก็ยังมี application อื่นๆ ที่เป็น Cloud Computing อีกหลายๆ ตัว ก็อย่างเช่น Salesforce (ที่บริษัทเราใช้อยู่), Saba e-learning (เว็บ e-learning ที่เป็นแหล่งความรู้ ของพวกเรา), ฟรี E-mail ต่างๆ (Hotmail, Yahoo, Gmail), Google Calendar เป็นต้น และยังมีอื่นๆ อีกมากมาย ในปัจจุบัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มันอยู่ใกล้ๆ ตัวเรานี่เอง เพียงแต่ว่าเรายังไม่รู้จักมันเท่านั้นเอง และต่อไปจะมี application
แบบนี้มากขึ้นครับ แต่สำคัญมาก ๆ คือต้อง User ต้องติดต่อกับเครือข่ายได้ เท่านั้นเอง โดยไม่จำกัดว่าจะผ่าน Devices ประเภทใด ที่เห็นกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น IPhone
สุดฮิต, SmartPhone สุดหรูหรือ PDA รุ่นต่างๆ ก็สามารถที่จะใช้งาน อินเตอร์เน็ตผ่าน Web
Brower ได้เหมือนกับเครื่อง Computer
ทั่วๆ ไปได้เหมือนกัน
ตอนนี้พอ OS เริ่มมีความสำคัญน้อยลง และผู้ใช้ สามารถใช้ application
บนอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับ Cloud
กันมากขึ้นครับ ว่ากันว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของการให้บริการครับ ถ้ามีคนใช้ Cloud
กันมากขึ้น อีกหน่อยคงจะมีคนเถียงกันน้อยลงว่า Mac
OS หรือ Windows OS ดีกว่ากัน เพราะ User ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า Services
ต่างๆ ที่ ให้บริการอยู่นั้น Run
อยู่บน Platform ใด แต่คงจะเถียงกันว่า Cloud
ของใครดีกว่ากันมั้งครับ
ตานี้เราก็พอมองออกแล้วใช่ไหมครับ ว่า Cloud Computing คืออะไร ผมก็จะขอแยกย่อยลงลึกไปอีกหน่อยแล้วกัน ว่ามันก็แบ่งได้เป็นแบบใหญ่ๆ ได้ อีก 2 ประเภทอีก นั่นก็คือ Private Cloud กับ Public Cloud ซึ่งก็มีความหมายตรงตัวชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว นะครับ นั่นคือ
Private Cloud ก็เป็น Cloud ที่ให้บริการเฉพาะ ภายในองค์กร ที่เป็นเจ้าของ Services นั้น เท่านั้น ผมขอเรียกมันว่า Cloud ส่วนตัว แล้วกัน ส่วน Public Cloud ก็เป็น Cloud ที่ให้บริการกับคนเป็นวงกว้าง หรือบุคคลทั่วๆ ไปที่เข้าไปขอใช้บริการ มีทั้งที่เก็บค่าบริการ (salesforce.com) และให้ใช้บริการฟรีเช่นพวก ฟรี e-mail ต่างๆ (แต่ก็แฝงโฆษณา มาด้วยเป็นของแถม) เรียกง่ายๆ ว่า Cloud สาธารณะ แต่ก็ยังมีความกังวลกันในเรื่อง ความปลอดภัย ของข้อมูลที่เราต้องเอาไปเก็บอยู่บน Cloud อยู่บ้างเหมือนกัน
แต่สำหรับส่วนตัวผมเอง เรื่อง Security ผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ ให้ดูอย่าง ฟรี e-mail เป็นหลักเพราะเป็น
Cloud สมัยแรกๆ ที่ดูเป็นรูปธรรมที่สุด ลองคิดดูว่า e-mail
ของแต่ละคนไม่ได้ถูกเปิดอ่านง่ายๆ หากไม่ใช่เจ้าของที่มีรหัสผ่านที่ถูกต้อง
ส่วนเรื่อง Cloud
จะเป็น SaaS หรือ IaaS หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมว่ามันก็แล้วแต่ Cloud
provider นะครับ
บาง Provider provide ให้ระดับ infrastructure
บาง Provider provide ให้ระดับ application
ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวองค์กรว่าต้องการระดับไหน หรือว่าตัวเองสามารถบริหารจัดการได้ดีที่สุดที่ระดับไหน เพราะฉะนั้นถ้าระดับองค์กรก็มีอีกหลายปัจจัยในการเลือกใช้ด้วยครับ แต่ถ้าง่ายๆ เลยก็ใช้ app สำเร็จรูป เช่น zoho.com admin ไม่ต้อง customize อะไรให้ยุ่งยาก user ก็ใช้งานได้เลย หรือถ้ามีลูกค้าของเราท่านใด ต้องการสร้าง Cloud
ของตัวเองขึ้นมาใช้งาน ก็สามารถติดต่อมาที่ผมได้เลยครับ ยินดีช่วยเป็นที่ปรึกษาพร้อมคำแนะนำ และจะช่วยสร้างให้ได้ตามความต้องการของพวกท่านอย่างแน่นอนครับ
ตอนนี้แต่ละ Public
Cloud ก็มี function ต่างๆ หลากหลายให้ใช้งาน ผมขอทำนายอนาคตต่อไปเลยว่าจะมีคนหัวใส และเก่งนำเอาข้อดีของแต่ละ Provider
มาใช้งานร่วมกัน โดยทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนว่าเป็นบริการของ Provider
รายเดียว เช่น
Azure มีเนื้อที่ให้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่
google app engine มีการ run
engine ที่ยืดหยุ่น เสถียรภาพสูง report
ดูง่าย
aws มี feature ให้เลือกใช้มากมาย
zoho มี app ให้เลือกใช้เยอะมาก
ใคร ให้บริการตรงนี้ได้ก็อาจจะรวยเอาได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ก็เริ่มๆ มีคนทำตรงนี้แล้วเหมือนกัน ลองดูรายชื่อได้ที่ http://www.johnmwillis.com/cloud-computing/cloud-vendors-a-to-z-revised/
ดังนั้น หากท่านใดมีข้อสงสัยประการใด หรือสนใจในระบบ Cloud Computing ก็สามารถติดต่อมาที่ผมได้ตามข้อมูลด้านล่างนี้ครับ ยินดีช่วยเต็มที่ครับ และหากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยเช่นกันครับ อิ อิ
นายจตุรภูมิ บุญมี
Solution Consultant of Data Centre & Storage Solution
Email: Chaturapoom.Boonmee@Datacraft-Asia.com
Direct Line: 02-625-0965
Mobile 08-1829-9794